บ้านสอนสีในปัจจุบัน

posted on 13 Jan 2009 15:50 by baansornsee

   

   แม้เราจะไม่ได้จบมาทางด้านนี้เลย   ไม่เคยจับพู่กันมาตั้งแต่จบชั้นมัธยม    แต่เนื่องจากศิลปะนั้น    สำหรับเราแล้วเป็นเรื่องของความเข้าใจธรรมชาติในทุกสรรพสิ่งที่เขาเป็นอยู่   ถ่ายทอดสิ่งที่เข้าใจนั้นออกมาเป็นรูปธรรม   แต่การที่จะเข้าใจธรรมชาติได้นั้น    หากไม่เข้าใจธรรมชาติในตนเลยทั้งสีดำและสีขาว  ก็ยากนักที่จะเข้าใจธรรมชาติภายนอก      ยิ่งเราเห็นตนเองมากขึ้นเท่าใด    เราจะยิ่งเห็นคนอื่นมากขึ้นเท่านั้น   และนี่คือที่มาของการอ่านพลังงานจากสีได้โดยไม่ได้เจตนา       และก็ฝึกมือกับการวาดรูปการ์ตูน  จนเป็นภาพที่เด็กอยากระบายสี    แล้วก็ยังฝึกต่อไปเรื่อย ๆ  

  จากการเปิดบ้านสอนสีมาเป็นระยะเวลา กว่า 2 ปี     เราได้เรียนรู้ หลายสิ่งหลายอย่าง จากเด็กและผู้ปกครองที่เข้ามา  แวะเวียนบ้าง   เป็นประจำบ้าง   และหลายสิ่งหลายอย่างที่ได้เรียนรู้นั้น    มีทั้งน่าชื่นชม   และส่งเสริมเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้เขาได้ก้าวเดินขึ้นไปอย่างมีประสิทธิภาพ   แต่ด้วยเหตุปัจจัยหลายอย่าง  ที่ไม่สามารถทำออกมาเป็นรูปธรรมได้อย่างถาวร      เราได้แต่ทำด้วยตนเองตามกำลังอันน้อยนิด   น้อยนิดจริงๆ 

   หากเด็กคนใหนหากได้รับรางวัลเป็นประกาศนียบัตรโดดเด่นในเรื่องใด    เราจะถ่ายซีล็อกใบประกาศนั้น  พร้อมรูปถ่ายติดไว้         พร้อมรางวัลระบายสีฟรี 10 ภาพ  ซึ่งเด็กบางคน   จะได้รางวัลบ่อยมาก  เพราะมีความโดดเด่นหลายด้าน  ทั้งด้านกีฬา   การเรียนดี  และมารยาทงาม   เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจว่าสิ่งที่เขาทำนั้น มีผู้ใหญ่คอยให้กำลังใจและสนับสนุนความคิดและการกระทำของเขาอยู่      และเราก็ทำอยู่เรื่อยมา

   นอกจากเด็กที่คอยแวะเวียนมาเอาขยะในใจออกแล้ว   ก็ยังมีผู้ใหญ่ที่เห็นคุณของการนำขยะในใจมาทิ้งไว้บนแผ่นภาพ    แถมขยะในใจที่ออกมานั้น ยังปรากฏเป็นสีศิลป์ที่สวยงามแปลกไปจากที่เคยเห็นและสามารถนำกลับไปตั้งโชว์ที่บ้านให้ สะใจอีกด้วย 

   แล้วเรายังพบว่าปัญหาต่าง ๆ ของผู้คนไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่   ทุกอย่างจะคลี่คลายไปกว่าครึ่งแล้ว   หากมีผู้เข้าใจและเป็นผู้ฟังที่พร้อมจะรับฟังปัญหาในใจทุกเรื่องราวได้    แม้บางปัญหายังไม่ได้เข้าไปช่วยคลี่คลายแต่อย่างใด  คำตอบของปัญหาก็เกิดขึ้นกับเขาแล้วในใจ หลังจากได้ระบายสิ่งที่อึดอัดขัดข้องนั้นออกมา      จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า  จะมีผู้คนแวะเวียนกันมาทั้งเด็กและผู้ใหญ่   เพื่อนำขยะในใจมาทิ้งไว้   ให้กลับไปอย่างโปร่งโล่งเบา  บ้างก็มาเพื่อพูดคุย หรือเป็นที่พักพิง  ยามส่งลูกหลานมาเรียนพิเศษและรอรับกลับ

   แต่ด้วยภาวะทางเศรษฐกิจ    และประกอบกับไม่สามารถหาปัจจัยมาสนับสนุนให้ต่อเนื่องได้อย่างถาวร   บ้านสอนสีจึงจะทำการเปิดเฉพาะช่วงเวลาเด็กปิดเทอมเท่านั้น  ในระยะหนึ่งไปก่อน  หากไม่สามารถต่อยอดได้ต่อไป  บ้านสอนสี  ก็อาจต้องปิดตัวลง   จนกว่าเราจะมีกำลังมากพอที่จะเปิดต่อไปในภายหน้า

  แต่แม้จะต้องปิดชั่วคราว  หากสามารถนำภาพวาดระบายสี ส่งมาที่บล็อกนี้   หรือที่ baansornsee@hotmail.com  เพื่อให้อ่านพฤติกรรมอารมณ์   เราก็ยินดีจะปรึกษาหารือ หาแนวทางร่วมกันเหมือนเช่นเคยได้ค่ะ      และเรื่องราวที่ถ่ายทอดลงในบล็อกนี้  ก็ยังเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องบอกเล่าเก้าสิบ  ให้ได้รับรู้  และเข้าใจ ถึงความรู้สึกของเด็ก ที่มีต่อพ่อแม่และสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ   และยังมีเรื่องราวของผู้ใหญ่ที่ส่งผลกระทบกับเด็กโดยตรง      ทั้งนี้อาจจะมีเรื่องราวอื่นๆ บ้าง ก็คิดว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับครอบครัวไม่มากก็น้อยทีเดียวค่ะ

 

 

เรื่องของน้องดิว

posted on 20 Nov 2008 15:08 by baansornsee

  ( ภาพนี้ ได้มาจาก  net ค่ะ  )

     น้องดิวอายุ 4 ขวบครึ่ง  ผิวขาว  ผมยาว หน้าตาน่ารัก    มาบ้านสอนสีครั้งแรกกับคุณพ่อ ตอนเรียนอนุบาล 2 อายุ ยังไม่เต็ม 5 ขวบดี    ด้วยกฏเกณฑ์ที่วางไว้ว่า รับเด็กอายุ 5 ขวบขึ้นไป   ที่วางกฏเกณฑ์ไว้เช่นนั้นก็เพราะ  

 ประการแรก เด็กเล็กกว่า 5 ขวบ  ควบคุมได้ยาก  เพราะอยู่ในวัยที่กำลังซุกซน   และเรียนรู้    ด้วยอุปกรณ์การระบายสี  หากเด็กอยู่นิ่งไม่ได้ นอกจากจะรบกวนสมาธิผู้อื่นแล้ว   ความซุกซนอาจทำให้ภาพที่วาดและอุปกรณ์เสียหายได้ 

ประการที่สองสำคัญกว่าประการแรกก็คือ   เราไม่มีเวลาดูแลได้ตลอดเวลา  ก็เป็นอันว่า  เด็กเล็กกว่าห้าขวบ  ยังไม่พร้อมที่จะรับได้   ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้ต้องหวนกลับมาพินิจดูอีกคราดังเข่นเรื่องของน้องดิว 

    น้องดิวเลือกภาพวาดได้แล้ว   เมื่ออุปกรณ์การระบายสีพร้อม   ก็ให้เวลาน้องดิวได้อยู่กับตัวเอง  ในโลกแห่งจินตนาการ   สังเกตว่า น้องดิวจะสื่อสารกับเราโดยการพยักหน้า หรือส่ายหน้าเท่านั้น   แม้เรายิ้มให้เธอก็จะไม่ยิ้มตอบ  แต่ด้วยความน่ารักของเธอ พวกพี่ ๆที่มาระบายสี   ก็ชอบมาคุยกับเธอ  แต่เธอโต้ตอบด้วยการพยักหน้า หรือส่ายหน้าเท่านั้นเช่นเดียวกัน    

    เวลาผ่านไปประมาณ ครึ่งชั่วโมง   น้องดิวระบายสีเสร็จแล้ว เดินมายื่นให้กับเรา     ไม่น่าเชื่อ เลยว่า  เด็กอายุ 4 ขวบกว่า  จะสามารถประคองมือระบายสีได้โดยไม่ออกมานอกเส้น   แม้สีสันสดสวยจะผสมผสานจนเน่าในบางส่วน  แต่หลายส่วนก็มีสีสันสดใส  แสดงถึงความร่าเริงออกมาอย่างแจ่มชัด  

    ได้คุยกับคุณพ่อน้องดิวว่าจากสีที่เห็นในภาพนี้     น้องดิวเป็นเด็กมีความคิดเป็นของตนเอง  จึงค่อนข้างจะเป็นคนเอาแต่ใจและชอบให้คนตามใจอยู่สักหน่อย    และจะไม่พอใจหากใครทำให้เธอต้องทำอะไรสักอย่างที่เธอไม่พึงใจ   หากไม่มีเหตุผลพอจะให้เธอคล้อยตามได้  เธอก็ยังคิดว่าสิ่งที่เธอทำนั้นทำไมผู้ใหญ่อย่างเรา ๆ ต้องขัดใจเธอด้วย   เพราะฉะนั้น การกล่อมเกลาเธอนั้น   นอกจากจะต้องใช้วาทะศิลป์อย่างนุ่มนวลแล้ว   ยังต้องใช้ไม้แข็งบ้างเป็นบางครั้งด้วย    โดยปฏิเสธการเฆี่ยนตีโดยเด็ดขาด 

    สาเหตุเพราะว่า การเฆี่ยนตีลูก แม้จะเป็นไปด้วยความรัก   แต่พ่อแม่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าแต่ละคราวที่ทำโทษไปนั้นมีอารมณ์โกรธบวกไปด้วย 80%     และ 80% ของอารมณ์โกรธนั้น  นอกจากควบคุมความหนักเบาไม่ได้แล้ว ยังเป็นแผลเพิ่มเข้าไปในใจสำหรับลูกอีกต่างหาก    ซึ่งจะยังผลให้กับภาวะอารมณ์ของลูกในอนาคตด้วย   การใช้ไม้แข็งของพ่อแม่   หมายถึงการแสดงของหน้าตา   และอาจใช้วิธีไม่พูดด้วยเมื่อเห็นลูก ยังกระทำในสิ่งที่พ่อแม่พร่ำสอน      หรืออาจจะไม่ให้ในสิ่งที่เขาอยากได้     ไม่พาไปในสถานที่เขาอยากจะไป    หากใจแข็งสักครั้งในเบื้องต้นเริ่มกระทำ     เด็กจะเริ่มค้นหาคำตอบว่าเพราะอะไรพ่อหรือแม่จึงไม่พูดกับเขาในขณะนี้   หรือทำไมพ่อแม่ถึงไม่ให้ในสิ่งที่เขาต้องการ   ซึ่งก็ต้องแล้วแต่แท็คติก หรือ กลเม็ด ของพ่อแม่ด้วย   ว่าในสถานการณ์แบบนี้   ควรลงโทษเขาด้วยวิธีใด    ซึ่งแน่นอนที่สุดว่า หักไม้เรียวทิ้งได้เลย       

    อะไรคือผิด  อะไรคือถูก  เด็กจะค่อย ๆ ซึมซับจากปฏิกิริยาโต้ตอบของพ่อแม่เป็นเบื้องต้น     และเขาจะเป็นฝ่ายเข้ามาเคล้าเคลียเพื่อดูปฏิกิริยาจากพ่อหรือแม่     ต้องแข็งใจอีกสักพัก     หากเขาพูดถึงสิ่งที่เขาได้ทำลงไปและสำนึกตนว่าผิด   หากได้เอ่ยวาจา  ขอโทษค่ะ   ขอโทษครับ  ด้วยแล้ว  นั่นแหละจึงเป็นโอกาสทองของพ่อแม่    ที่จะสอนเขาด้วยเหตุและผล    แล้วบอกกับลูกว่าไม่เป็นไรลูก  พ่อหรือแม่ให้อภัย   เราเริ่มต้นจากศูนย์นับหนึ่งกันใหม่

     หลังจากได้อ่านอารมณ์จากสีให้คุณพ่อน้องดิวฟังแล้วคำตอบจากคุณพ่อน้องดิว    ทำให้เราอยากให้คุณครูทั้งหลายที่ต้องดูแลรับผิดชอบ  กับเด็ก ตามโรงเรียนอนุบาลทั้งหลาย  ได้อ่านจัง

     คุณพ่อน้องดิวบอกว่า  เมื่อก่อนที่จะเข้าเรียนน้องดิวเป็นเด็กร่าเริง  และไม่กลัวคนแปลกหน้า  แต่ผลจากการไปโรงเรียนอนุบาลในวันแรก  สร้างบาดแผลทางใจให้เธออย่างยิ่ง   ด้วยความเป็นห่วงลูก  เมื่อส่งลูกที่โรงเรียนกับคุณครูแล้ว    คุณพ่อก็แอบดูลูกอยู่ยังไม่กลับบ้าน  เพราะน้องดิวร้องไห้ไม่ยอมหยุด  แต่คุณครูก็บอกว่าคุณพ่อกลับไปเถอะเดี๋ยวเด็กก็หยุดเอง    แต่การณ์กลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น   คุณพ่อน้องดิวแม้ได้ยินเสียงร้องของลูกก็ไม่ได้แสดงตัวให้ลูกเห็นแอบฟังอยู่ด้านนอก  จนสักพักหนึ่งเสียงน้องดิวเงียบไป    จึงหมดห่วงกลับไปทำงาน แต่เพราะเป็นวันแรกจึงอยากไปรับลูกเร็วกว่าปกตินิดนึง   จึงไปก่อนโรงเรียนเลิก  เมื่อเข้าไปที่ห้องมองหาลูกไม่พบ คุณครูเห็นเข้าจึงรีบนำตัวน้องดิวออกมา   น้องดิวยังร้องไห้อยู่  คุณครูต่อว่าคุณพ่อว่า น้องดิวร้องไห้เสียงดังไม่เงียบสักที   พาให้เด็กคนอื่น ๆ ร้องตามด้วย   ต้องไปขังที่ห้องน้ำ ถึงจะเงียบ   คุณพ่อได้ฟังแล้ว วันรุ่งขึ้นก็หาโรงเรียนใหม่ให้ลูกทันที  

     หลังจากนั้น น้องดิวก็จะดูหวาดระแวงกับคนแปลกหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  ถ้ามีสรรพนามข้างหน้าว่าคุณครู วันต่อ ๆมา   น้องดิว ก็เป็นขาประจำของบ้านสอนสี  เช่นเดียวกับเด็กคนอื่น ๆ  น้องดิวร่าเริงขึ้น   ยิ้มง่ายขึ้น และกล้าพูดคุยมากขึ้น    ความหวาดระแวงหายไป  เมื่อขยะอารมณ์ออกไปแล้ว    ความเด่นชัดของจินตนาการ และสีสันที่ชอบมาก  ชอบน้อย  ก็ทะยอยไล่เรียงกันมา    การเขียนชื่อในภาพ  น้องดิวก็ขอเขียนด้วยตนเอง  ซึ่งลายมือของน้องดิวนั้น   แม้เด็กมัธยมก็ยังอาย 

    เมื่อนึกถึงน้องดิว   เด็กน้อยผมยาว  หน้าตาน่ารัก  ดูสดใส   ช่างคิด และช่างถาม  เพิ่มสีสันยามบ่ายให้กับบ้านสอนสี  อย่างนึกไม่ถึงจริง ๆ       ก็ต้องขอปรบมือให้กับคุณพ่อคุณแม่ที่เลี้ยงดูด้วยความรักและความเข้าใจต่อสภาวะอารมณ์ของลูก  ไม่ตึงและไม่หย่อน  ผ่อนหนัก  ผ่อนเบา ให้กับลูกตามสถานการณ์   และงดการทำโทษด้วยการเฆี่ยนตีออกจากใจไปเลย

บ้านสอนสีขอชื่นชมการเลี้ยงดูลูกของคุณค่ะ

 

ให้หนูช่วยนะ

posted on 05 Sep 2008 23:15 by baansornsee in Articles

                                (  ภาพน่ารักนี้  ได้มาจาก net ค่ะ )

     บ้านสอนสี    ก่อนนั้นเคยเป็นบ้านเก่า ๆ สนามหญ้าโทรม ๆ และคนอยู่แก่ ๆ   แต่ได้รับการเอื้อเฟื้อและเนรมิตขึ้นมาใหม่ จากรายการเงาะถอดรูป โดยคุณดุ๊ก  ภาณุเดช  วัฒนสุชาติ  คุณนก  จริยา  แอนโฟเน่ และคุณจ๋า ยศศินี พร้อมทีมงาน    (ซึ่งเราต้องขอขอบพระคุณอย่างยิ่งยวด  และยังเสียดายที่รายการดี ๆ และคนดี ๆ ต้องเปลี่ยนไป เป็นอื่นแทน)  ให้เป็นสถานที่ ที่เด็ก ๆ จะมาผ่อนคลายด้วยการระบายสี  โดยใช้สนามหญ้าที่ถอดรูปเงาะแล้วเป็น high light ของสถานที่กลางแจ้ง    และมีห้องแคบ ๆ อีกหนึ่งห้อง  ซึ่งจัดไว้สำหรับผู้ที่ต้องการสมาธิยามลงสี  และห้องที่เหลือเป็นห้องนอน   ดังนั้น   หากเป็นวันฟ้ารั่ว    ก็ต้องต้อนเด็กทั้งหมด ให้เข้ามาอยู่ในห้องแคบ ๆ ที่พอนั่งกันระบายสีเต็มที่แล้วได้แค่ 8  คน

    แล้ววันชุลมุนก็เริ่มขึ้นเมื่อปิดภาคเรียนฤดูร้อน  วันนั้นเหมือนเด็กพร้อมใจนัดกันมาในเวลาไล่เลี่ยกัน 20 คน สถานที่สามารถรับได้ไม่เกิน 20 คน   ฉะนั้นจึงต้องจัดให้อยู่สนาม 15 คน  อีก 5 คน จัดให้นั่งในห้องเล็ก  ส่วนเรามีเพียงคนเดียว    ก็ต้องเดินเข้าเดินออกเพื่อคอยเติมสีให้เด็ก   เวลาผ่านมาประมาณ 10 นาทีที่เด็กกำลังตั้งอกตั้งใจกับการระบายสีภาพของตน    ฝนก็เทลงมาอย่างหนัก    เด็ก 15 คนที่สนาม  ก็เข้ามาอยู่ในห้องเล็กห้องเดียวนั้น   เด็ก 20 คน กับผู้ใหญ่อีก 1 คน ที่พูดไม่หยุด ให้ระวังสีนะลูก  ระวังภาพนะลูก    ต่างคนต่างก็ห่วงภาพของตนเอง  และต่างคนต่างก็ต้องระวังสีไม่ให้กระเด็นไปเปื้อนภาพของคนอื่น ห้องที่สามารถจุเด็กได้เต็มที่ 8 คนนั้น   ก็อัดกันแน่นเป็นปลากระป๋อง   ต้องแก้ปัญหาโดยการต่อโต๊ะเป็นแนวยาว และนั่งกับพื้นหันหน้าเข้าหากัน   ก็สำเร็จไป  12 คน   อีก 8 ใช้ เก้าอี้เล็กสำหรับนั่งวาด  เปลี่ยนมาเป็นโต๊ะแทน และนั่งกับพื้น สับหว่างกันไป เอ้าสำเร็จไปทั้ง 20 คนแล้ว    ทีนี้แต่ละคนก็เริ่มระบายสีต่อ   แต่ปัญหาคือ  โต๊ะที่ตั้งสีนั้น  อยู่ด้านนอกต้องฝ่าฝนออกไป    คนนั้นก็เริ่มเรียกขอสี   คนนี้ก็ขอสีเพิ่ม 

       ขณะวิ่งเข้าวิ่งออกอยู่นั้น   ไม่ทันสังเกตว่ามีเด็กหญิงคนหนึ่ง  หน้าตาขมุกขมอม  ผมเป็นกระเซิง  เดินเข้ามาหยิบขวดสีที่วางอยู่   ตากฝนวิ่งเข้าไปข้างใน  แล้วร้องบอกว่า  เดี๋ยวพี่เทให้    ป้า เดี๋ยวหนูช่วยนะ   หลังจากได้รับการเติมสีให้เป็นที่พอใจแล้ว    ฝนหยุด  เราได้มีเวลาพินิจพิจารณาเด็กหญิงคนนี้   อ้อ  เด็กคนนี้นี่เอง  ที่เข้ากับใครไม่ได้   เพื่อนๆ รังเกียจ     ชอบแกล้งคนอื่น    เนื่องจากบ้านสอนสีอยู่ในชุมชุน   เด็กส่วนใหญ่ก็จะรู้จักมักคุ้นกัน  ส่วนจะเล่นหรือไม่เล่นด้วยนั้นก็อีกเรื่องหนึ่ง   และเด็กหญิงคนนี้ก็ไม่มีใครใน 20 คน อยากจะเล่นด้วยแม้แต่น้อย    เนื่องจากขมุกขมอม  ผมเป็นกระเซิง  จึงมักถูกแกล้งอยู่บ่อย ๆ  แต่เธอก็ไม่ยอมลดราวาศอกให้กับใคร   จึงดูเหมือนว่าเธอเป็นคนชอบแกล้งคนอื่น   ทั้ง ๆ  ที่เธอมักเป็นฝ่ายถูกกระทำก่อนเสมอมา     แต่ในยามที่ทุกคนต้องการบางสิ่งบางอย่าง เด็กหญิงคนนี้ก็ตอบรับความต้องการของทุกคนอย่างลงตัว        เราพูดกับเด็กหญิงคนนั้นดัง ๆ เพื่อให้ทุกคนได้ยินอย่างชัดเจนว่า   

ป้าเห็นความงามจากการกระทำของหนู   หนูอยากได้อะไร    หนูอยากระบายสีไหม   ป้าให้หนูเลือกเอาเลย 

 หนูก็อยากระบายสีค่ะ      แต่หนูอยากช่วยค่ะ   ให้หนู่ช่วยนะคะ  

เด็ก 20 คน หันมามองพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย   เราถามเด็กทั้ง 20 คนนั้นว่า  

ถ้าป้าจะให้เด็กหญิงคนนี้ระบายสีโดยไม่คิดมูลค่า   ใครเห็นด้วยยกมือขึ้น  

ทุกคนยกมือพร้อมกันโดยมิได้นัดหมายอีกแล้วครับท่าน  เมื่อเลือกภาพที่ถูกใจได้แล้ว  ก็เริ่มลงมือระบายสีอย่างมั่นอกมั่นใจ  พร้อมสายตา20 คู่  ที่ อยากรู้อยากเห็นว่า  จะระบายได้สวยงามกว่าตนหรือไม่    มีเสียงแนะนำว่า ใช้สีนั้นสิ   สีนี้สิ จะได้ดูสวย      แล้วไม่นานนัก  เสียงหยอกล้อ  เสียงหัวเราะให้แก่กันและกันเมื่อใบหน้าเปื้อนสี       ความห่างเหินหายไป    การรังเกียจเดียดฉันท์ไม่มีให้เห็น    แม้ภาพที่ระบายสีเสร็จแล้ว จะไม่สวยสดงดงาม  เนื่องจากมัวแต่หยอกล้อกัน      แต่รอยยิ้มแห่งมิตรภาพที่มีให้แก่กัน ของเด็ก ๆ    งดงาม ปาน เงาะที่ถอดรูปแล้วฉะนั้น

และนับแต่นั้นเป็นต้นมา    ก่อนบ่ายสามโมง  จะมีคุณป้าคนหนึ่งสาละวนเตรียมอุปกรณ์  พร้อมกับเสียงพูดแจ้ว ๆ ของเด็กหญิงตลอดเวลาว่า   ให้หนูช่วยนะคะ  ไประยะเวลาหนึ่งทีเดียว     

   

หยุด!

posted on 05 Sep 2008 22:55 by baansornsee in Painting

หยุด

หยุดเถิด

พระอริยะสงฆ์สาวก

posted on 05 Sep 2008 22:39 by baansornsee in Painting

พระอริยะสงฆ์สาวก

พระอริยะสงฆ์สาวก  ผู้เข้าถึงพระธรรมตามรอยพระศาสดา

เรื่องมีอยู่ว่า

posted on 05 Sep 2008 17:55 by baansornsee in Articles

    

         

                                    (  ภาพน่ะหามาจาก net จ้า )

    หลังจากเตรียมอุปกรณ์พร้อมแล้ว  ได้เวลาเปิดบ้านสอนสีในเวลาบ่ายสามโมงวันหนึ่ง  มีคุณพ่อคุณแม่พาลูกชายหน้าตาน่ารักมาก ๆ อายุ 7 ขวบ  คนหนึ่งเข้ามา  ชื่อน้องหนึ่ง  ( นามสมมุติ )  และบอกว่าอยากให้ลูกเรียนระบายสี   เราต้องนำsheet ที่ ถ่ายเอกสารไว้  มาให้อ่านและชี้แจงให้ทราบว่า     จุดมุ่งหมายของบ้านสอนสี  คือ ต้องการให้เด็กและผู้ใหญ่  มาผ่อนคลายด้วยการวาดภาพ   และระบายสีลงแผ่นไม้   หากไม่ต้องการวาดเอง  ก็จะมีแบบให้เลือก   และลงสีได้อย่างเต็มที่  เพราะจะเทสีให้ครบทุกสี  เพื่อดึงสิ่งที่ตกค้างอยู่ในใจถ่ายทอดออกมา   เมื่อระบายสีเสร็จแล้ว  เราจะอ่านพฤติกรรมอารมณ์เด็กให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจในสิ่งที่เขาไม่สามารถสื่อสารได้ด้วยคำพูด   แต่เราไม่ได้สอนวาดภาพ   เราให้เด็กเข้าใจศิลปะ  ด้วยตนเองในเบื้องต้นเท่านั้น    หากใครที่มีฝีมือดีอยู่แล้ว  ก็เพียงหยิบแผ่นไม้เปล่า  ขีด ๆ  เขียน ๆ  เทสี  ปาดไปปาดมา   ก็ได้ภาพที่หาดูได้ยากใน gallery ที่ใหน  เพียงแต่เสียดายว่า  เมื่อวาดเสร็จแล้วภาพสวยงามทั้งหลาย  เจ้าของเอากลับบ้านไปด้วย

         คุณพ่อคุณแม่น้องหนึ่งพยักหน้าเข้าใจ  และยืนยันอยากให้น้องหนึ่งเลือกภาพระบายสีเอง   แล้วอีกสองชั่วโมงจะมารับ  หลังจากได้คุยกับน้องหนึ่งสักพักหนึ่งก็พอจะเข้าใจอะไรบางอย่างอยู่นิดนึง   แต่ขออ่านจากสีก่อน   หนึ่งชั่วโมงผ่านไป น้องหนึ่งก็ยังคงระบายสีไม่เสร็จ  ทั้ง ๆ ที่ภาพที่เลือกเป็นภาพหมี Pooh  ที่ระบายสีง่าย  ไม่มีรายละเอียดมาก   แต่ที่ช้าเพราะน้องหนึ่งเป็นคนช่างคุย   มีเรื่องเล่าที่โรงเรียนบ้าง เรื่องการไปเที่ยวบ้างตลอดเวลา   เราเห็นว่าน้องหนึ่งอยากคุยมากกว่าที่จะระบายสี   ก็ฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ  ถามโน่น  ถามนี่บ้าง   แซวน้องหนึ่งบ้าง    น้องหนึ่งดูมีความสุขและกล้าที่คุยกับผู้ใหญ่แปลกหน้าที่หน้าตาก๊วนกวนอย่างเรา    และกล้าที่จะถามในสิ่งที่ตนเองไม่เข้าใจในหลาย ๆ เรื่อง    สองชั่วโมงพอดี  น้องหนึ่งระบายสีเสร็จ   คุณพ่อคุณแม่ก็มารับพร้อมน้องชายอายุ 3 ขวบอีกคนหนึ่ง  ซึ่งหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูทั้งคู่   

      หลังจากเห็นภาพระบายสี  หมีPooh  ของน้องหนึ่ง ที่มีลำตัวสีชมพูเปรอะ ๆ และใส่เสื้อสีน้ำเงิน  ระบายสีฉากหลังด้วยสีเหลือง   พื้นดินสีเขียวเน่า ๆ มีขีดสีแดงป้ายไปป้ายมา ทั้งภาพ 

    ก็อ่านภาพสีของน้องหนึ่งให้กับคุณพ่อคุณแม่ของน้องหนึ่งว่า    น้องหนึ่งเป็นคนร่าเริง  เข้ากับคนได้ง่าย  มีจินตนาการสูง และต้องการความรักความเอาใจใส่มากกว่าเดิม   ดื้อรั้นมาก  คุณพ่อคุณแม่คงจะเห็นพฤติกรรมความดื้อจะเอาชนะของน้องหนึ่งแล้วใช่ไหม   คุณพ่อคุณแม่น้องหนึ่งบอกว่า เมื่อก่อนน้องหนึ่งเป็นเด็กร่าเริงแจ่มใส  ช่างพูดช่างคุย   แต่ตั้งแต่มีน้องอีกคน  ความน่ารักของน้องหนึ่งหายไป    ที่พ่อแม่เห็นมีแต่ความดื้อรั้น  ไม่เถียง  แต่ตอบโต้ด้วยการไม่ทำตามคำสั่ง  ทำให้พ่อแม่โกรธ  และถูกลงโทษเป็นประจำ  หลังจากคุณพ่อคุณแม่น้องหนึ่งระบายความอัดอั้นเกี่ยวกับพฤติกรรมของลูกชายตนเองจบลง   

       เราเพียงถามคุณพ่อคนเดียวว่า  

ไม่ได้กอดลูกมานานเท่าไหร่แล้ว   คุณพ่อคุณแม่ก็อึ้งกิมกี่    อ้อมแอ้มตอบว่า 

ก็แม่เขาก็กอดอยู่ทุกวัน   ผมเห็นมันโตแล้วก็ไม่เคยกอดเลย  แต่ไม่ใช่ว่าไม่รักนะ    เราถามว่าแล้วคุณกอดลูกคนเล็กบ้างหรือเปล่า 

คุณพ่อชิงตอบเลยว่า  ผมกอดรัดฟัดเหวี่ยงมันทุกวันจนมันรำคาญ  ผมถึงปล่อย  

แล้วคุณนอนห้องเดียวกันทั้งหมดหรือเปล่า    

อ๋อ  นอนด้วยกันหมดแหละครับ  

แล้วคุณคิดว่าลูกชายคนโตเขาจะรู้สึกอย่างไรกับการแสดงออกของคุณ   

ก็น้องมันยังเล็กอยู่น่ะครับ มันก็ต้องเข้าใจสิ 

คำถามทั้งหมดที่ถามไปมันคือคำตอบของพฤติกรรมของลูกคุณที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเราก่อนดีไหม     กลับบ้านลองฝืนกอดลูกคนโตให้แนบแน่นเพียงครั้งแรก  และดูแววตาเขาหลังจากนั้น   คุณจะทราบว่าที่ลูกคนต่อต้านทุกรูปแบบเป็นเพราะเขารู้สึกแปลกแยก   เขาอยู่ในบ้าน  แต่เหมือนเขาไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับคุณ ในบ้านมีแต่น้องที่สำคัญที่สุดสำหรับคุณ  แล้วเขาไปอยู่ซะที่ไหน    แต่สำหรับแม่เขาไม่เป็น  เพราะแม่แสดงออกต่อทั้งสองคนเสมอกัน   เขากำลังเรียกร้องความรักจากคุณนะ    หากคุณลองกลับไปเปลี่ยนพฤติกรรมของคุณ  ให้แสดงต่อเขาเสมอภาคกับน้อง  พฤติกรรมเขาจะเปลี่ยนไป   เขาจะรักน้องมากขึ้น

       หลังจากนั้น  น้องหนึ่งก็เป็นสมาชิกประจำบ้านสอนสี  ทุกศุกร์  เสาร์   ภาพของน้องหนึ่งสวยงามมากขึ้น  สีเน่า ๆ หายไป  สีสันสดใส ขึ้นหลังจากระบายสีเสร็จแล้วคุณพ่อคุณแม่มารับ   น้องหนึ่งรีบไปกระโดดกอดพ่อที่อ้าแขนรับลูกแทบตั้งตัวไม่ทัน  รอยยิ้มของน้องหนึ่ง  คุณพ่อและคุณแม่ ที่ยิ้มกลับมานั้น   ยากจะลืมเลือนจริง ๆ

ผู้ใดเห็นพระธรรม   ผู้นั้นเห็นเราตถาคต

edit @ 5 Sep 2008 15:33:16 by บ้านสอนสี